แนะนำ วิธีเลือกซื้อหุ้น แบบที่ทำตามได้จริง บอกเลยว่าเหมาะมากๆ สำหรับมือใหม่ !

by Donlaya C.
June 23rd, 2021 • 6 minutes to read

วิธีเลือกซื้อหุ้น

การศึกษา “ วิธีเลือกซื้อหุ้น ” ก่อนตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ของการเป็นนักลงทุนค่ะ เพราะการเลือกซื้อหุ้นก็คือ การที่เราเอาเงินของเราไปลงทุนในบริษัทๆ หนึ่ง ที่ถ้าหากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ 

โดยวิธีการเลือกซื้อหุ้นเพื่อลงทุนก็มักประกอบไปด้วยหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เป็นสิ่งที่ทั้งนักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนมือเก๋าที่แม้จะอยู่ในตลาดมานานแล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้อยู่เสมอและข้ามขั้นตอนนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด  

ทำไมต้องศึกษาวิธีการเลือกซื้อหุ้น

1.ศึกษาวิธีการเลือกซื้อหุ้นเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของหุ้นนั้นๆ การดำเนินธุรกิจของบริษัทผู้ออกหุ้นนั้นๆ 

2.เพื่อให้สามารถคาดการณ์ผลตอบแทน และประเมินความเสี่ยงต่างๆ เกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆได้

3.เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในการลงทุน และการจัดสรรเงินเพื่อกระจายความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้

4.เพื่อวางแผนการลงทุนว่าจะเลือกลงทุนแบบไหน เช่น ถือสั้นเพื่อเก็งกำไร หรือถือยาวเพื่อเงินปันผลหรือหวังเงินก้อนโตจากการเติบโตของหุ้น

5.เพื่อพิจารณาเลือกหุ้นในการลงทุนให้เหมาะกับพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุน เป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้  

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น มีอะไรบ้าง ก่อนลงทุนรีบเช็คด่วน ! ว่ารับได้หรือไม่

วิธีเลือกซื้อหุ้น สำหรับมือใหม่ มีวิธีการอย่างไร

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ หุ้นในตลาดมีให้เลือกลงทุนหลายร้อยตัว จะเลือกลงทุนแบบไหนดี วันนี้ Moneywecan มีวิธีการเลือกซื้อหุ้นมาแนะนำกัน

1.เลือกซื้อหุ้นจากปัจจัยพื้นฐาน 

โดยเน้นการลงทุนในบริษัทที่ดี เช่น เป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต เป็นธุรกิจผู้นำในอุตสาหกรรม เป็นธุรกิจที่มีสินค้าและ/หรือบริการที่มีการทดแทนได้ยาก ธุรกิจเติบโตและสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ฯลฯ ซึ่งการเริ่มต้นจากหุ้นที่ดีแบบนี้จะช่วย Scope หุ้นที่น่าสนใจคร่าวๆ ได้ในระดับหนึ่ง 

2.เจาะลึกงบการเงิน 

เมื่อได้หุ้นที่มีความน่าสนใจ เป็นธุรกิจที่พิจารณามาแล้วว่าสามารถเติบโตได้ ก็ให้ลองมาเจาะลึกที่งบการเงินของบริษัทนั้นๆ ดู โดย งบการเงินประกอบด้วย 3 งบหลัก ได้แก่ 

  • งบกำไรขาดทุน ; ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกำไร-ขาดทุนของบริษัท โดยมีรายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งจะช่วยอธิบายเกี่ยวกับธุรกิจที่เราสนใจลงทุนได้มากขึ้น เช่น บริษัทมีผลกำไรเป็นบวกในทุกๆ ปี แต่เกิดขาดทุนในปีปัจจุบัน อาจมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายและเติบโตในอนาคตได้ การอ่านงบการเงินจะช่วยให้เข้าใจการดำเนินการของบริษัทได้มากกว่าการดูแค่ผลกำไร/ขาดทุนของกิจการนั่นเอง 
  • งบแสดงฐานะทางการเงิน ; เป็นงบที่แสดงสัดส่วนทรัพย์สิน หนี้สิน และส่วนทุนของเจ้าของ โดยนักลงทุนสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์กันระหว่างทั้ง 3 องค์ประกอบว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ในเบื้องต้น เช่น หากหนี้สินเพิ่มขึ้นทรัพย์สินเพิ่ม และส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นด้วยก็ถือว่ามีความสมเหตุสมผล แต่หากสัดส่วนหนี้สินมีการเพิ่มขึ้นเกินความจำเป็น ทรัพย์สินเพิ่มจากสินค้าที่ขายไม่ออก แต่ส่วนทุนลดอาจต้องพิจารณาสาเหตุเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
  • งบกระแสเงินสด ; บอกรายละเอียดว่าบริษัทมีเงินสดมาจากทางไหน (กระแสเงินสดบวก) และเสียไปกับอะไรบ้าง (กระแสเงินสดลบ) โดยแบ่งเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน, กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน และกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน 

ในการวิเคราะห์งบการเงิน นักลงทุนจะใช้อัตราส่วนทางการเงิน (Ratio Analysis) มาช่วยวิเคราะห์เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ในงบการเงินและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัทมากขึ้น ทั้งในแง่ของการดำเนินธุรกิจ และใช้ประเมินความสามารถในการสร้างผลตอบแทน และยังใช้ประเมินจังหวะและราคาในการเข้าซื้อหุ้นหรือลงทุนได้อีกด้วย 

3.รู้จักหุ้นทั้ง 6 ประเภท 

เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ มากขึ้นแล้ว ก็มาแบ่งประเภทหุ้นเพื่อเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของเราเอง ดังนี้

  • หุ้นโตช้า (Slow Growers) หมายถึง หุ้นของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างอิ่มตัว เติบโตไม่มาก ปันผลดี สม่ำเสมอแต่ราคาไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น หุ้น ADVANCE 
  • หุ้นแข็งแรง (Stalwarts) หมายถึง กิจการขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียง ธุรกิจเติบโตเรื่อยๆ ไม่หวือหวา เป็นหุ้นที่ปลอดภัยอยู่รอดได้แม้เกิดวิกฤต เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบถือยาวคาดหวังผลตอบแทนก้อนโตในอนาคต เช่น หุ้น EGCO  
  • หุ้นเติบโต (Fast Growers) มักเป็นกิจการขนาดเล็กที่อยู่ในช่วงขยายธุรกิจ มี โอกาสในการเติบโตมากและมักมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาไม่นาน เหมาะกับนักลงทุนที่หวังผลตอบแทนระยะสั้นหรือเก็งกำไร เช่น AOT MTC 
  • หุ้นวัฏจักร (Cyclical) คือ กิจการที่ขายสินค้าประเภทโภคภัณฑ์หรือสินค้าเกษตร  มักมีรายได้ขึ้นลงตามฤดูกาล และ/หรือภาวะเศรษฐกิจและราคาของสินค้านั้นๆ เหมาะกับนักลงทุนที่เข้าใจวัฏจักร การขึ้นลงของธุรกิจนั้นๆ ซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไร เช่น หุ้น 2S PTT 
  • หุ้นฟื้นตัว (Turnaround) หมายถึง หุ้นที่เคยแย่หรือขาดทุนมาก่อน และกำลังมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน มีโอกาสทำกำไรได้มากแต่ก็มีความเสี่ยงก็มากเช่นกัน เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ลงทุนเพื่อเก็งกำไร JAS
  • หุ้นสินทรัพย์มาก (Asset Play) หมายถึง หุ้นหรือกิจการที่มีสินทรัพย์มาก เช่น ที่ดิน เงินสด หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่ยังไม่รับรู้มูลค่าเต็มที่ซ่อนอยู่ในงบดุล ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BLAND 

เทคนิคในการเลือกซื้อหุ้นของนักลงทุนแต่ละคนก็มักมีความแตกต่างกันออกไปค่ะ บางคนใช้วิธีการเลือกหุ้นลงทุนจากการดูกราฟ บางคนใช้วิธีการวิเคราะห์งบการเงินแบบเจาะลึกเกี่ยวกับธุรกิจที่สนใจ ซึ่งเทคนิคต่างๆ ที่นำมาใช้เลือกซื้อหุ้นล้วนเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก๋าก็ไม่ควรลงทุนโดยปราศจากความเข้าใจ ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจนนำมาซึ่งการขาดทุนได้นั่นเอง 

SHARE
57
SHARES