ลงทุนง่ายๆ รู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ - Moneywecan

ลงทุนง่ายๆ รู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ

by Donlaya C.
February 12th, 2018 • 5 minutes to read

การลงทุนถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่คนที่สนใจลงทุนควรศึกษา เพื่อให้การลงทุนเหมาะสมและตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้มากที่สุด วันนี้แอดมินมีการลงทุนง่ายๆ 3 แบบมาเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียในการลงทุน ซึ่งทั้ง 3 วิธีเป็นวิธีการลงทุนที่คุ้นหูคุ้นตากันดี แต่จะเลือกลงทุนด้วยวิธีการไหนบ้าง เพื่อนๆ อาจจะต้องลองเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการลงทุนทั้ง 3 วิธีนี้ให้ดี เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า สบายใจ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของเรามากจนเกินไป

1. เงินฝากออมทรัพย์-เงินฝากประจำ

การลงทุนในรูปแบบแรกที่ง่ายที่สุดคือการฝากเงินกับสถาบันทางการเงิน เป็นวิธีที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในการสูญเสียเงินต้น เนื่องจาก สถาบันทางการเงินได้รับการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงและเสถียรภาพโดยภาครัฐ และยังมีระบบคุ้มครองเงินฝาก โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เพื่อคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วงเงินในการคุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงินกับธนาคารก็มีอย่างจำกัด โดยตามมติเห็นชอบในปัจจุบัน ( ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2559 – 10 ส.ค. 2561) วงเงินการคุ้มครองเงินฝากเท่ากับ 15 ล้านบาท และยังมีมติให้ลดวงเงินการคุ้มครองลงไปจนถึง 1,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป (ที่มา: สถาบันคุ้มครองเงินฝาก)

อีกหนึ่งข้อดีของการลงทุนด้วยการฝากเงินกับสถาบันทางการเงินคือ การได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำในการลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยวิธีนี้จึงต่ำมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนด้วยวิธีอื่นๆ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

เงินฝากออมทรัพย์ ต่ำสุด – สูงสุด = 0.05% – 2.25%

เงินฝากประจำ 3 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.5%

เงินฝากประจำ 6 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.6%

เงินฝากประจำ 12 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.8%

เงินฝากประจำ 24 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด 1.00% – 1.8%

 

2. ตราสารหนี้

ตราสารหนี้หรือชื่อที่คุ้นหูคือ พันธบัตรหรือหุ้นกู้ เป็นตราสารทางการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก (หรือผู้ขอกู้ยืม) และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือผู้ให้กู้) โดยตราสารหนี้จะต้องระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นและมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน

ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน

ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้คือเป็นการรักษาเงินต้น – เพราะจุดประสงค์ของการซื้อตราสารหนี้คือการให้กู้ ดังนั้นความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้นจึงต่ำ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเลย อาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่ำมากที่สุดเนื่องจากรัฐเป็นคนกู้เงินเอง โดยอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยของพันบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ในปี 2560 มีดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 1%-2% ต่อปี

ในส่วนของการลงทุนในพันธบัตรที่ออกโดยเอกชนหรือที่คุ้นหูกว่าคือ “หุ้นกู้” มักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงและน่าดึงดูดตั้งแต่ 4%-6% ต่อปี ซึ่งมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพราะ “หุ้นกู้” ก็คือตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนดังนั้น ความเสี่ยงในการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของบริษัทนั้นๆ จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่า ส่งผลให้มีอัตราผลตอบแทนที่หน้าดึงดูดกว่า

การถือครองตราสารหนี้ ผู้ให้กู้หรือนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และแน่นอนมากกว่าเงินปันผล (ลงทุนในหุ้นสามัญ) นอกจากนั้นยังสามารถคำนวณผลตอบแทนได้แม่นยำมากกว่าการลงทุนในหุ้นสามัญอีกด้วย

อีกหนึ่งข้อดีคือ ลำดับสิทธิในการเรียกร้องเงินคืนสูงกว่านักลงทุนในหุ้นสามัญ เพราะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ในขณะที่นักลงทุนในหุ้นสามัญมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ

ข้อเสียของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลคือ การซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นทำได้ยากในนักลงทุนรายย่อยเพราะการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นการประมูลโดยตรงกับรัฐบาลซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในจำนวนที่มาก

นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากการผิดสัญญาที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่มีเงินคืนหนี้และ/หรือผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้ได้

สุดท้ายคือ พันธบัตรรัฐบาลใช้เวลานานกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน ทำให้เกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาพคล่องและเงินเฟ้อแก่ผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลได้

3. หุ้นสามัญ

หุ้นคือตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ เพื่อระดมไปใช้ในกิจการ โดยผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ลงทุนจะมีส่วนได้เสียเหมือนเจ้าของกิจการในสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ ผู้ลงทุนมีสิทธิได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล โดยจะขึ้นอยู่กับผลกำไรและข้อตกลงของบริษัทนั้นๆ นอกจากนั้นผู้ลงทุนที่ลงทุนในตราสารหุ้นยังมีสิทธิได้รับผลกำไร (ขาดทุน) จากส่วนต่างของราคาอีกด้วย

การลงทุนในหุ้นสามัญถือเป็นความท้าทายของนักลงทุน เพราะการลงทุนในหุ้นสามัญนั้นมีความเสี่ยงที่สูง ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ โดยในรอบ 40 ปี หุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.4% ต่อปี (อ้างอิงจาก: https://www.set.or.th)

ความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นสามัญ คือ ผู้ลงทุนที่เสมือนเป็นเจ้าของกิจการแม้จะมีสิทธิในผลกำไรของบริษัท แต่เมื่อบริษัทเกิดขาดทุนจนเกิดล้มละลายหรือเลิกกิจการไป  ผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิในลำดับสุดท้ายหรือหลังจากผู้ลงทุนในสถานะเจ้าหนี้ ในการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุน

ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทน โดยแบ่งออกเป็น ความไม่แน่นอนที่นักลงทุนอาจได้รับเงินปันผลที่น้อยหรือไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในการดำเนินกิจการในปีนั้นๆ

ผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่งมาจากผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหุ้น นักลงทุนอาจขาดทุนจากการขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าเงินลงทุน ราคาของหุ้นที่นักลงทุนซื้อวันนี้ อาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ภายในไม่กี่วินาที ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงในความไม่แน่นอนของผลตอบแทน

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในหุ้นอย่าง Long Term Equity Fund (LTF) หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” ที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกการลงทุนในหุ้นสามัญสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น โดยอาจแบ่งการลงทุนโดยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนอีก หรือที่เรียกว่าการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) นั่นเอง (อ่านบทความ “ซื้อ LTF แบบสบายใจด้วย DCA หุ้นขึ้นก็ดี หุ้นลงก็ไม่หวั่น” เพิ่มเติมจาก Khunmoney)  

SHARE
49
SHARES
Read More
January 31st, 2018
  Crowd Funding หรือการระดมทุนสาธารณะที่เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยิน นั่นก็คือการ รวบรวมเงินทุนจากผู้คนจำนวนมากมาเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง การระดมทุนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่เมื่อสมัยก่อนที่เทคโนโลยีการสื่อสารที่ยังไม่มีความทันสมัยและสะดวกสบายเท่ากับปัจจุบัน การระดมทุนจึงทำได้ยากกว่าสมัยนี้นั่นเอง แล้ว Crowd Funding เกี่ยวอะไรกันกับ P2P กันนะ? อธิบายง่ายๆคือ P2P Lending เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนนั่นเอง เพื่อนๆ รู้มั้ยว่าการระดมทุนหรือเจ้า Crown funding นี่ ถูกแบ่งออกเป็น 4 วิธี 1. Donation Based Crowd Funding - เจ้าการระดมทุนแบบนี้เห็นได้บ่อยมาก และตรงตัวเลยคือ Donation = การบริจาค การระดมทุนแบบนี้เป็นการระดมทุนโดยผู้จัดตั้งกองทุนไม่มีผลตอบแทนใดๆ ให้แก่คนที่นำเงินมาลงในกการระดมทุนนี้ ก็เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในรูปแบบนี้คือการบริจาคเงินนั่นเอง ถ้านึกไม่ออก ก็ให้นึกถึงโครงการก้าวคนละก้าวของพี่ตูนนั่นแหละ! 2. Rewards Based Crowd funding - เป็นการระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบรางวัล รางวัลที่กล่าวคือผู้ลงทุนอาจจะได้รับสิทธิพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับ ซึ่งรางวัลก็จะมีความแตกต่างกันไปตามจำนวนการลงทุนและถูกกำหนดโดยผู้ระดมทุน รางวัลต่างๆ ที่ผู้ลงทุนจะได้รับก็มีความหลากหลายตั้งแต่ การได้สิทธิการซื้อสินค้าก่อนคนอื่นๆ การรับตัวอย่างสินค้าก่อนวางขายในตลาด การได้รับส่วนลดพิเศษในการซื้อสินค้า เป็นต้น 3. Equity Based Crown funding - เห็นแค่ชื่อก็รู้เลยว่าการระดมทุนแบบนี้ คือการระดมทุนที่ผู้ลงทุนต้องการได้มาเพื่อสิทธิของการเป็นเจ้าของ พูดง่ายๆ ก็คือคนที่ทำการระดมทุน อาจจะเป็นบริษัทก็ได้ ระดมทุนโดยการนำหุ้นของบริษัทมาแลกเปลี่ยนนั่นเอง หรือการขายหุ้นส่วนออกไปแก่สาธารณะนั่นแหละ ถ้าเพื่อนๆ เคยได้ยินเกี่ยวกับนักลงทุนใน Startups หรือที่เรียกกันว่า Angels คนเหล่านี้เองที่ลงทุนในการระดมทุนแบบ Equity Based Crown Funding ซึ่งคนการลงทุนในการระดมทุนแบบนี้ ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนแบ่งกำไรไปจนถึงขาดทุนจากธุรกิจที่นำเงินไปลงทุน 4. Debt Based Crowd funding - มาถึงการระดมทุนในแบบสุดท้าย ซึ่งการคือโมเดลการกู้ยืมเงินแบบ P2P นั่นเอง! การระดมทุนแบบนี้ ผู้ที่ระดมทุนอาจจะไม่ต้องการแลกความเป็นเจ้าของของธุรกิจที่ทำอยู่ให้แกผู้ลงทุน จึงระดมทุนโดยให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย และแน่นอนเมื่อเห็นชื่อของ Debt Based ผู้ลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนไปด้วยเมื่อครบกำหนดตามสัญญา การระดมทุนแบบนี้ก็คือการยืมเงินนั่นแหละ แต่เป็นการยืมเงินจากผู้ลงทุนหลายๆ คน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นได้มากในธุรกิจ Startups หรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ ที่อาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารได้ หรือไม่มีเวลารอการอนุมัติเงินทุนจากธนาคารมากพอนั่นเอง แต่การระดมทุนแบบนี้ก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าเพื่อนๆ เอาเงินไปลงทุนเอง โอกาสที่เงินต้นจะหายไปพร้อมผลตอบแทนก็เยอะมาก นอกจากจะนำเงินไปลงทุนบนแพลทฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีกฎหมายคุ้มครอง เท่านี้การลงทุนแบบได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ก็อุ่นใจและสบายใจได้แล้ว
February 6th, 2018
การกู้ยืมเงิน P2B และ P2P  เป็น Platform ที่เติบโตมากในต่างประเทศ การกู้ยืมเงินบน Online Platform ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 10 ปี และเป็น Platform ที่น่าจับตามองและยังคงมีคนให้ความสนใจในบริการนี้อยู่ไม่น้อย ปัจจัยสำคัญต่อโอกาสของการกู้ยืมเงิน P2B และ P2P ก็คือ 1.ความเข้มงวดในการปล่อยเงินกู้ของธนาคาร; ธุรกิจที่ต้องการเงินทุนมองหาโอกาสและช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการกู้เงิน 2.ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคารที่ต่ำ; นักลงทุนมองหาการลงทุนแหล่งใหม่ที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ 3.การเติบโตของ Platform Marketplace; หรืออีกนัยหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในปัจจุบันที่หันมาดำเนินธุรกรรมออนไลน์กันมากขึ้น ความเป็นมาคร่าวๆ ของ Platform การกู้ยืม P2B -P2P การกู้ยืมเงิน P2B และ P2P ที่แรกถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 12 ปีก่อน โดย Zopa ซึ่งเป็นบริษัท Fintech สัญชาติอังกฤษ ปัจจุบันตลาดการกู้ยืมในประเทศอังกฤษมีเงินหมุนเวียนบน Platform นี้ในระบบมากถึง 9.6 พันล้านปอนด์ เพราะผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ และความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่อยู่ระหว่าง 5-6% ต่อปี ทำให้ Platform การกู้ยืมนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ในสถานการณ์ที่ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นปรับเปลี่ยนไป นอกจากนี้ การลงทุนและการกู้ยืมเงินบน Platform นี้ยังทำงานผ่านระบบ Matchmaking และ Cash Pooling หรือ Pool of Loan ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดต่างๆ ของนักลงทุนและผู้กู้ลง ทำให้สามารถดำเนินธุรกรรมได้ภายใต้เงื่อนไขของตนเองได้นั่นเอง ระบบ Cash Pooling หรือ Pool of Loan คือวิธีการระดมทุน (Crowdfunding) เมื่อผู้กู้ทำการยื่น Project ขออนุมัติเงินกู้บน Marketplace ของ P2B Platform แล้ว การระดมทุนจะเริ่มขึ้น โดยนักลงทุนมากกว่า 1 รายสามารถเลือกลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่าใดก็ได้ตามต้องการ(การลงทุนขั้นต่ำแล้วแต่เจ้าของ Platform กำหนด) เมื่อมีการระดมทุนครบ 100% จะถือว่า Project นั้นได้รับอนุมัติเงินกู้ธุรกิจเสร็จสมบูรณ์ ด้วยวิธีการระดมทุนนี้เองช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินทุนให้แก่ผู้กู้ และในเวลาเดียวกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายการลงทุนให้แก่นักลงทุน อีกทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนได้อีกด้วย การระดมทุนเพื่อเงินกู้ธุรกิจให้แก่ SMEs เพิ่มโอกาสในการได้รับเงินทุนจาก Platform P2B ที่มีนักลงทุนจำนวนมากในระบบ ซึ่งแตกต่างจากการขออนุมัติเงินกู้ตามแบบเดิม การเสนอ Project ลงบน Marketplace ของ Platform ทำให้นักลงทุนหลายร้อยรายมีโอกาสเลือกพิจารณาลงทุนใน Project ของ SMEs ที่ยื่นขอเงินทุนเข้ามา วิธีการ Cash Pooling ยังส่งผลดีให้แก่ฝั่งนักลงทุนอีกด้วย ระบบการระดมทุนนี้ ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกใช้เงินลงทุนในจำนวนน้อยได้ และสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้เนื่องจากไม่จำเป็นต้องลงทุนเต็มวงเงินที่ผู้กู้ขอทุนเข้ามา แต่สามารถกระจายเงินจำนวนน้อยลงเพื่อลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมได้มากกว่า 1 แห่ง    
February 3rd, 2018
เชื่อว่าเพื่อนๆ นักลงทุนหลายๆ คนเมื่อคิดที่จะลงทุนไปในสินทรัพย์อะไรก็แล้วแต่ ปัจจัยที่จะคิดถึงก่อนอันดับแรกๆ คงหนีไม่พ้น 1.ผลตอบแทน และ 2.ความเสี่ยงในการลงทุน ข้อหนึ่งที่ควรตระหนักคือ นักลงทุนทุกคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน... แล้วเราสามารถบริหารการลงทุนของเราให้มีผลกำไรตอบแทนที่สูงและความเสี่ยงที่ต่ำได้หรือไม่? คำตอบคือ ได้! นักลงทุนสามารถบริหารการถือครองทรัพย์สินของตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ หนึ่งวิธีในการบริหารสินทรัพย์ในการลงทุนให้มีประสิทธิภาพนั่นก็คือ “การกระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Diversification)” หรือ “การจัดกลุ่มสินทรัพย์” หมายถึงการกระจายเงินที่นักลงทุนตั้งใจจะใช้ในการลงทุน ออกไปลงทุนและถือครองสินทรัพย์หลายๆ ชนิด แทนที่จะใช้ไปในการลงทุนสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยเมื่อได้กระจายลงทุนในหลายๆ กลุ่มสินทรัพย์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การลงทุนจะมีความเสี่ยงที่ต่ำลง ในขณะที่ผลตอบแทนในการลงทุน อาจไม่ลดลงมากหรือลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญเลย ยกตัวอย่างการลงทุนแบบสินทรัพย์อย่างเดียว และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น นักลงทุน A นักลงทุน A มีเงินลงทุน 10,000 บาท ในขณะที่สินทรัพย์ในการลงทุนมีมากมายหลายตัวเลือก แต่นักลงทุน A เลือกลงทุนในสินทรัพย์เพียงตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด 10,000 บาท หากสินทรัพย์ตัวนั้นราคาตกลง 10% นักลงทุน A ก็จะขาดทุน 10% ในทันที นักลงทุน B นักลงทุน B มีเงินลงทุน 10,000 บาทเท่ากัน แต่เลือกลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงโดยแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ 2 ชนิด สินทรัพย์ ก. และ ข. อย่างละ 5,000 บาท ในกรณีที่ราคาสินทรัพย์ ก. ตกไป 10% เท่ากับนักลงทุนจะขาดทุนเท่ากับ 500 บาท (5,000 บาท*10%) นักลงทุนจะขาดทุนไปเพียง 5% ของเงินลงทุนที่มีอยู่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ ข แต่อย่างใด ถ้านักลงทุน B กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ ข. ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าสินทรัพย์ ก. ก็จะทำให้พอร์ทของนักลงทุน B มีประสิทธิภาพในการลงทุนมากกว่าพอร์ทการลงทุนของนักลงทุน A จะเห็นได้ว่าการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนนั้น ช่วยให้นักลงทุนลดผลกระทบและความผันผวนที่อาจจะเจอได้อย่างชัดเจน ถ้าเทียบกับการลงทุนเงินทั้งก้อนไปยังสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันสินทรัพย์ในการลงทุนมีมากมายหลายประเภท สิ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจก็คือทอย่างไรให้สามารถเลือกสินทรัพย์ในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระจายความเสี่ยงได้อย่างพอเหมาะตามแต่ความเสี่ยงที่ตนเองรับได้