ลงทุนง่ายๆ รู้ข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ

by Donlaya C.
กุมภาพันธ์ 12th, 2018 • 5 minutes to read

การลงทุนถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่คนที่สนใจลงทุนควรศึกษา เพื่อให้การลงทุนเหมาะสมและตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้มากที่สุด วันนี้แอดมินมีการลงทุนง่ายๆ 3 แบบมาเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียในการลงทุน ซึ่งทั้ง 3 วิธีเป็นวิธีการลงทุนที่คุ้นหูคุ้นตากันดี แต่จะเลือกลงทุนด้วยวิธีการไหนบ้าง เพื่อนๆ อาจจะต้องลองเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการลงทุนทั้ง 3 วิธีนี้ให้ดี เพื่อผลตอบแทนที่มากกว่า สบายใจ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของเรามากจนเกินไป

1. เงินฝากออมทรัพย์-เงินฝากประจำ

การลงทุนในรูปแบบแรกที่ง่ายที่สุดคือการฝากเงินกับสถาบันทางการเงิน เป็นวิธีที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในการสูญเสียเงินต้น เนื่องจาก สถาบันทางการเงินได้รับการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงและเสถียรภาพโดยภาครัฐ และยังมีระบบคุ้มครองเงินฝาก โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 เพื่อคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงินอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วงเงินในการคุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงินกับธนาคารก็มีอย่างจำกัด โดยตามมติเห็นชอบในปัจจุบัน ( ตั้งแต่ 11 ส.ค. 2559 – 10 ส.ค. 2561) วงเงินการคุ้มครองเงินฝากเท่ากับ 15 ล้านบาท และยังมีมติให้ลดวงเงินการคุ้มครองลงไปจนถึง 1,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2563 เป็นต้นไป (ที่มา: สถาบันคุ้มครองเงินฝาก)

อีกหนึ่งข้อดีของการลงทุนด้วยการฝากเงินกับสถาบันทางการเงินคือ การได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนและสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำในการลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุนด้วยวิธีนี้จึงต่ำมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนด้วยวิธีอื่นๆ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)

เงินฝากออมทรัพย์ ต่ำสุด – สูงสุด = 0.05% – 2.25%

เงินฝากประจำ 3 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.5%

เงินฝากประจำ 6 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.6%

เงินฝากประจำ 12 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด = 0.25% – 1.8%

เงินฝากประจำ 24 เดือน ต่ำสุด – สูงสุด 1.00% – 1.8%

 

2. ตราสารหนี้

ตราสารหนี้หรือชื่อที่คุ้นหูคือ พันธบัตรหรือหุ้นกู้ เป็นตราสารทางการเงินที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก (หรือผู้ขอกู้ยืม) และผู้ถือตราสารหนี้ (หรือผู้ให้กู้) โดยตราสารหนี้จะต้องระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นและมีกำหนดอายุและอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน

ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน

ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้คือเป็นการรักษาเงินต้น – เพราะจุดประสงค์ของการซื้อตราสารหนี้คือการให้กู้ ดังนั้นความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้นจึงต่ำ สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเลย อาจเลือกลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่ำมากที่สุดเนื่องจากรัฐเป็นคนกู้เงินเอง โดยอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยของพันบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ในปี 2560 มีดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 1%-2% ต่อปี

ในส่วนของการลงทุนในพันธบัตรที่ออกโดยเอกชนหรือที่คุ้นหูกว่าคือ “หุ้นกู้” มักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงและน่าดึงดูดตั้งแต่ 4%-6% ต่อปี ซึ่งมากกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพราะ “หุ้นกู้” ก็คือตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนดังนั้น ความเสี่ยงในการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคงของบริษัทนั้นๆ จึงทำให้มีความเสี่ยงมากกว่า ส่งผลให้มีอัตราผลตอบแทนที่หน้าดึงดูดกว่า

การถือครองตราสารหนี้ ผู้ให้กู้หรือนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และแน่นอนมากกว่าเงินปันผล (ลงทุนในหุ้นสามัญ) นอกจากนั้นยังสามารถคำนวณผลตอบแทนได้แม่นยำมากกว่าการลงทุนในหุ้นสามัญอีกด้วย

อีกหนึ่งข้อดีคือ ลำดับสิทธิในการเรียกร้องเงินคืนสูงกว่านักลงทุนในหุ้นสามัญ เพราะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ในขณะที่นักลงทุนในหุ้นสามัญมีสถานะเป็นเจ้าของกิจการ

ข้อเสียของการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลคือ การซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นทำได้ยากในนักลงทุนรายย่อยเพราะการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะเป็นการประมูลโดยตรงกับรัฐบาลซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในจำนวนที่มาก

นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากการผิดสัญญาที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่มีเงินคืนหนี้และ/หรือผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้ได้

สุดท้ายคือ พันธบัตรรัฐบาลใช้เวลานานกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน ทำให้เกิดความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาพคล่องและเงินเฟ้อแก่ผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลได้

3. หุ้นสามัญ

หุ้นคือตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ เพื่อระดมไปใช้ในกิจการ โดยผู้ลงทุนจะมีสถานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ซึ่งหมายความว่า ผู้ลงทุนจะมีส่วนได้เสียเหมือนเจ้าของกิจการในสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถืออยู่ ผู้ลงทุนมีสิทธิได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล โดยจะขึ้นอยู่กับผลกำไรและข้อตกลงของบริษัทนั้นๆ นอกจากนั้นผู้ลงทุนที่ลงทุนในตราสารหุ้นยังมีสิทธิได้รับผลกำไร (ขาดทุน) จากส่วนต่างของราคาอีกด้วย

การลงทุนในหุ้นสามัญถือเป็นความท้าทายของนักลงทุน เพราะการลงทุนในหุ้นสามัญนั้นมีความเสี่ยงที่สูง ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ โดยในรอบ 40 ปี หุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.4% ต่อปี (อ้างอิงจาก: https://www.set.or.th)

ความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นสามัญ คือ ผู้ลงทุนที่เสมือนเป็นเจ้าของกิจการแม้จะมีสิทธิในผลกำไรของบริษัท แต่เมื่อบริษัทเกิดขาดทุนจนเกิดล้มละลายหรือเลิกกิจการไป  ผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิในลำดับสุดท้ายหรือหลังจากผู้ลงทุนในสถานะเจ้าหนี้ ในการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุน

ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของผลตอบแทน โดยแบ่งออกเป็น ความไม่แน่นอนที่นักลงทุนอาจได้รับเงินปันผลที่น้อยหรือไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท รวมถึงสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในการดำเนินกิจการในปีนั้นๆ

ผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่งมาจากผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหุ้น นักลงทุนอาจขาดทุนจากการขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าเงินลงทุน ราคาของหุ้นที่นักลงทุนซื้อวันนี้ อาจจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ภายในไม่กี่วินาที ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนต้องยอมรับความเสี่ยงในความไม่แน่นอนของผลตอบแทน

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในหุ้นอย่าง Long Term Equity Fund (LTF) หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” ที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกการลงทุนในหุ้นสามัญสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น โดยอาจแบ่งการลงทุนโดยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกๆเดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนอีก หรือที่เรียกว่าการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) นั่นเอง (อ่านบทความ “ซื้อ LTF แบบสบายใจด้วย DCA หุ้นขึ้นก็ดี หุ้นลงก็ไม่หวั่น” เพิ่มเติมจาก Khunmoney)  

SHARE
55
SHARES
Read More
มกราคม 31st, 2018
  Crowd Funding หรือการระดมทุนสาธารณะที่เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยิน นั่นก็คือการ รวบรวมเงินทุนจากผู้คนจำนวนมากมาเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง การระดมทุนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต…
กุมภาพันธ์ 6th, 2018
การกู้ยืมเงิน P2B และ P2P  เป็น Platform ที่เติบโตมากในต่างประเทศ การกู้ยืมเงินบน Online Platform ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 10 ปี และเป็น Platform ที่น่าจับตามองและยังคงมีคนให้ความสนใจในบริการนี้อยู่ไม่น้อย ปัจจัยสำคัญต่อโอกาสของการกู้ยืมเงิน P2…
กุมภาพันธ์ 3rd, 2018
เชื่อว่าเพื่อนๆ นักลงทุนหลายๆ คนเมื่อคิดที่จะลงทุนไปในสินทรัพย์อะไรก็แล้วแต่ ปัจจัยที่จะคิดถึงก่อนอันดับแรกๆ คงหนีไม่พ้น 1.ผลตอบแทน และ 2.ความเสี่ยงในการลงทุน ข้อหนึ่งที่ควรตระหนักคือ นักลงทุน…