แหล่งเงินทุนเพื่อธุรกิจ | Money We Can

แหล่งเงินทุนเพื่อธุรกิจ

Moneywecan เพื่อธุรกิจยุคดิจิทัล สนับสนุน ส่งเสริม และเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อธุรกิจ SMEs เพราะเรามองเห็นถึงปัญหาและความยากลำบากของการหาแหล่งเงินทุน และการสูญเสีย SMEs ที่มีศักยภาพหลากหลายไปกับปัญหาเหล่านี้ Moneywecan เข้าแก้ปัญหาทั้งเรื่อง

  • ลดอัตราการปฎิเสธการให้เงินกู้
    ด้วยระบบการประเมินเครดิตที่ทันสมัยและสะท้อนความเป็นจริง
  • เพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติเงินกู้
  • ดอกเบี้ยสมเหตุสมผล
  • สะดวก รวดเร็วกว่า
  • ดำเนินการง่ายกว่า
  • ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

Moneywecan ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการประเมินผู้กู้ ทำให้ผู้กู้จัดเตรียมเอกสารน้อยลง เพราะธุรกิจ SMEs ที่ต้องดำเนินต่อไปอย่างก้าวหน้า หัวใจของการพัฒนาธุรกิจคือการที่เจ้าของธุรกิจทุ่มเทเวลาและแรงกายให้กับธุรกิจ ดังนั้นด้วยการกู้ยืมบนแพลทฟอร์มออนไลน์ของเรา ช่วยให้ผุูประกอบการใช้เวลาทำเรื่องขออนุมัติเงินกู้ได้เพียงไม่กี่นาที และรอรับการแจ้งเตือนอัตโนมัตในทุกขั้นตอน (อ่านเรื่อง ขั้นตอนการขอกู้เงินกับ Moneywecan)

ธุรกิจ SMEs (Small and Medium Enterprises) คือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยส่วนมากเริ่มมาจากเงินเก็บส่วนตัวของผู้ประกอบการประกอบกับความรู้และความชำนาญเพื่อสร้างธุรกิจ ความสำคัญต่อธุรกิจ SMEs นี้ สามารถดูได้จาก ข้อมูลจำนวนผู้ประกอบการล่าสุด ปี 2559 ซึ่งมีจำนวนดังนี้

จำนวนวิสาหกิจ(ราย) จำแนกตามขนาดวิสาหกิจ

(ข้อมูลจาก: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.))

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าสัดส่วนวิสาหกิจในไทยปี พ.ศ. 2559 ในกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อมมีจำนวนมากกว่าวิสาหกิจขนาดอื่นอย่างมีนัย โดยมีจำนวนมากถึง 2,989,378 ราย รองลงมาคือวิสาหกิจขนาดกลาง มีจำนวนเท่ากับ 15,301 ราย ไม่เพียงแต่จำนวนวิสาหกิจที่มีมากกว่า 2 ล้านราย แต่จำนวนวิสาหกิจสะท้อนถึงจำนวนจ้างงานจำนวนมาก โดยจำนวนการจ้างงานจากวิสาหกิจขนาดย่อมเท่ากับ 10,653,656 คน คิดเป็น 72% จากจำนวนการจ้างงานทั้งหมด และในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่มีการจ้างงานเท่ากับ 3,032,908 หรือประมาณ 7.4% และ 1,192,108 ตามลำดับ นอกจากตัวแปรดังกล่าวแล้ว ยังพบว่าในปี 2559 GDP ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีมูลค่าเท่ากับ 6,061,143 ล้านบาท หรือประมาณ 42.2% ของสัดส่วน GDP ทั้งประเทศ (ข้อมูลจาก: สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.))

จำนวนการจ้างงานและตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP)ของ SMEs สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจในกลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก โดยเกือบ 90% ของการจ้างงานมาจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงเป็นเหตุผลที่ภาครัฐพยายามสร้างนโยบายส่งเสริมธุรกิจ SMEs อย่างต่อเนื่อง

 ธุรกิจ SME แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ควรสนับสนุน  

ข้อมูล จากรายงาน Global Entrepreneurship Monitor (GEM) ปี 2558 จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในประเทศและผู้ประกอบการ SMEs พบว่า ประเทศไทยมีปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อต่อการประกอบธุรกิจ SMEs หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการสนับสนุนทางด้านแหล้งเงิน, นโยบายด้านภาษีและการเข้าถึงบริการของภาครัฐอื่นๆ และนโยบายการส่งเสริมการเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ นอกจากนโยบายจากภาครัฐเหล่านี้ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนเกี่ยวกับ เสรีภาพทางการค้ากับประเทศอื่นๆ อีกด้วย

แม้ว่า SMEs ไทยจะได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐด้วยนโยบายต่างๆ แต่ปัญหาใหญ่ของวิสาหกิจสองกลุ่มนี้ก็ยังคงต้องการการแก้ไข ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็คือ “การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs” นั่นเอง

ด้วยนโยบาลส่งเสริมนี้เองทำให้แหล่งเงินทุนเพื่อ SMEs มีหลากหลายมากขึ้นจากภาครัฐเองตลอดจนภาคเอกชน แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อเทียบกับวิสาหกิจขนาดใหญ่แล้ว วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังมีความเสียเปรียบและมีโอกาสน้อยกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินอยู่มาก โดยผู้ประกอบการต้องเผชิญอุปสรรคในเรื่องของเงื่อนไขการอนุมัติแหล่งเงิน ที่ยังขาดความยืดหยุ่น และความจำเป็นในการเข้าเงื่อนไขหลายข้อของผู้ให้เงินทุน

ปัญหาหนักใจของ SMEs ส่วนใหญ่คือ การเข้าถึงแหล่งเงิน… สาเหตุหลักที่ทำให้ SMEs จำนวนมากไม่ได้ไปต่อในตลาด แม้เต็มเปี่ยมไปด้วย ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ และศักยภาพ  

ข้อมูลการสำรวจ SMEs ไทย จากรายงาน Global Entrepreneurship Monitor (GEM) ปี 2558 พบว่า แหล่งเงินทุนที่ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ใช้ได้มาจากเงินออมของตนเองร้อยละ 59.3 ยืมจากสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 24.1 กู้ยืมจากเพื่อนร้อยละ 14.1 และกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้เพียง ร้อยละ 2.5 เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้เนื่องจาก

1.  ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ไม่มีสินทรัพย์ในการค้ำประกัน - ธุรกิจ SMEs ส่วนมากเริ่มต้นด้วยเงินเก็บออมของเจ้าของกิจการ ช่วงที่ธุรกิจอยู่ในระยะเริ่มพัฒนาเป็นระยะที่ต้องใช้เงินลงทุนมากที่สุด SMEs ส่วนใหญ่จึงยังไม่มีทรัพย์สินมูลค่ามากเป็นของตนเอง การกู้ยืมเพื่อให้ได้วงเงินที่มากพอ ขณะเดียวกันตัวเลือกการจ่ายต้นทึนทางการเงินให้ต่ำลง ผู้ประกอบกิจการจะต้องวางสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ที่มีมูลค่ามากอย่างน่าตกใจ โดย ข้อมูลจาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่า

ไทยต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเฉลี่ยที่มีมูลค่ามากกว่าวงเงินกู้ยืมถึง 5 เท่า

2.  ไม่เข้าเงื่อนไขในการอนุมัติเงินกู้ของผู้จัดหาเงินทุนแหล่งใหญ่ๆ - การดำเนินการในองกรณ์ที่ใหญ่ นอกจากจะมีความล่าช้าแล้ว ยังขาดความยืดหยุ่น ผู้ยื่นกู้จะต้องเข้าหลักเกณฑ์มากมายตามแต่ผู้จัดหาเงินทุนระบุ สร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ขอกู้เงิน

3.  ไม่ทันการ - ความล่าช้าในการอนุมัติและรับเงินกู้มีความล่าช้า หลายครั้งที่ธุรกิจต้องการเงินทุนหมุนเวียนในช่วงระยะเวลาสั้นๆ กระทันหัน แต่ด้วยกระบวนการที่ใช้เวลาในการดำเนินงานช้าเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ทันท่วงที ถ้าโชคดีเจ้าของกิจการอาจสามารุหยิบยืมแหลล่งเงินทุนจากคนอื่นๆ มาใช้แก้ไขสถานการณ์ไปก่อนได้ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถหยิบยืมใครได้ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจ SMEs นั้น ภูกปิดตัวไปอย่างถาวร

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่า SMEs ยังประสบปัญหาแหล่งเงินทุนกันอยู่เป็นจำนวนมาก จนหลายครั้ง SMEs ต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมเงินนอกระบบแทน ซึ่งก็มีอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บที่สูงกว่าเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามภาครัฐได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ ทำให้ภายในอีกไม่นาน กฎหมายที่จะออกมาเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ดังเช่น ธุรกรรมแบบ Peer-to-Business Lending ก็จะถูกนำออกมาให้ได้ใช้อย่างเป็นทางการ โมเดลความสำเร็จของธุรกิจนี้ในต่างประเทศ มีมานานกว่าไทยมากเกิน 10 ปี สร้างความน่าสนใจ และความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่า นวัตกรรม Peer-to-Business Lending จะเป็นคำตอบ และเป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอีกไม่นานนี้เท่านั้น