PE Ratio คืออะไร ? มีความสำคัญเกี่ยวกับการเลือกหุ้นอย่างไรบ้าง สรุปมาแล้วแบบง่ายๆ

by Donlaya C.
July 2nd, 2021 • 6 minutes to read

PE Ratio

การทำความรู้จัก “ PE Ratio ” ถือเป็นสิ่งสำคัญถ้าคุณคิดจะลงทุนในตลาดหุ้นก็ต้องทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินอย่าง P/E Ratio เพราะอัตราส่วนนี้เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่จะช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนในหุ้นของคุณแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

PE Ratio คืออะไร ?

PE Ratio คือ อัตราส่วนที่เปรียบเทียบระหว่าง ราคาตลาดของหุ้น ต่อ กำไรสุทธิต่อหุ้นในรอบปีล่าสุด หรือ Price to Earning Ratio ซึ่งอัตราส่วน P/E นี้สามารถใช้ประเมินว่านักลงทุนมีโอกาสที่จะได้ทุนคืนเมื่อไหร่ หากซื้อหุ้นในราคาตลาดดังกล่าว โดยที่ตั้งสมุติฐานว่าบริษัทยังสามารถทำกำไร (Price per earning) ได้เท่าเดิมในทุกๆ ปี

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ABC ปัจจุบันมีราคาตลาดเท่ากับ 5 บาท มีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.5 บาท เท่ากับว่า PE Ratio คือ 5/0.5 หรือ 10 เท่า แสดงว่าหากคาดการณ์ว่าบริษัทจะมีกำไรเท่าเดิมในทุกๆ ปี นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนคืนเท่ากับปีละ 0.5 บาท หรือต้องใช้เวลาในการคืนทุนนานเท่ากับ 10 ปี เป็นต้น     

คลิกอ่านเพิ่มเติม : แนะนำ วิธีเลือกซื้อหุ้น แบบที่ทำตามได้จริง บอกเลยว่าเหมาะมากๆ สำหรับมือใหม่ !

ทำไม PE Ratio จึงมีความสำคัญสำหรับการลงทุนในหุ้น

PE Ratio ถือเป็นอัตราส่วนพื้นฐานที่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก่ามักนำไปใช้วิเคราะห์หุ้น เนื่องจากอัตราส่วน PE สามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ได้ ดังนี้

  • ใช้ค่า PE ในอดีตของบริษัทเปรียบเทียบราคาว่าหุ้นตัวดังกล่าวมีราคาถูกหรือแพง
  • ใช้ค่า PE เปรียบเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  • อัตราส่วน PE มักถูกนำมาใช้วิเคราะห์เพราะมีวิธีการคำนวณที่ไม่ซับซ้อน นักลงทุนมือใหม่ก็สามารถคำนวนตัวเลขค่า PE ได้ไม่ยาก

แบ่งหมวดหมู่หุ้น กับ ค่า PE Ratio ได้กี่กลุ่ม

ผลลัพธ์ของการคำนวณค่า PE ออกมา จะทำให้นักลงทุนสามารถแบ่งหุ้นออกได้เป็น 2 กลุ่มคร่าวๆ จากผลลัพธ์ของอัตราส่วน ได้แก่ 

1.หุ้นที่มีแนวโน้มของกำไรเพิ่มขึ้น หรือ Growth Stocks

ได้แก่ หุ้นที่มีค่า PE สูง มักจะพบในหุ้นที่นักลงทุนคาดหวังการเติบโตเช่น หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นที่มีนวัตกรรมเช่น Healthcare ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างมากในอนาคต เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนในหุ้นหมวด Growth Stock จะต้องมีความเข้าใจว่าหุ้นลักษณะนี้มักมีค่า P/E ที่สูงในสถานการณ์ปรกติ

หากอยากรู้ว่าหุ้นมี P/E สูงเกินกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ให้สังเกตดว่าค่า P/E ไม่ควรเกินการขยายตัวของกำไร เช่น คาดการณ์ว่าหุ้น Growth stock จะมีผลกำไรเติบโตประมาณ 15% ต่อปี เมื่อวิเคราะห์ดูค่า PE ก็ไม่ควรมีค่าเกิน 15 เท่า หรือนำค่า P/E หารด้วยอัตราการเติบโตหรือ Growth ถ้าได้ค่าต่ำกว่า 1 มากเท่าไร ก็ยิ่งดี

2.หุ้นที่มีสภาพคล่องดี

หุ้นที่มีสภาพคล่อง หมายถึง หุ้นที่มักมีค่า P/E สูงกว่า หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ใหญ่ๆ และซื้อขายปริมาณมากในแต่ละวัน

ช้ PE Ratio ในการเลือกหุ้นลงทุน ได้อย่างไรบ้าง

1.PE ยิ่งต่ำยิ่งดี ความหมายที่นักลงทุนมักหมายถึงก็คือ คุณซื้อหุ้น P/E ต่ำคือ ซื้อหุ้นถูก  นั่นก็เพราะนักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ในระยะเวลาที่น้อยกว่า แต่การซื้อหุ้น P/E ต่ำ ก็ไม่ใช่ข้อดีเสมอไป

โดยนักลงทุนต้องวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ ด้วยได้แก่ ความเสี่ยงของกิจการ ความผันผวนของกำไร สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัท การเติบโตของบริษัท ธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ฯลฯ เ

เพราะนอกจากค่า P/E ที่ต่ำจะสะท้อนถึงการประเมินราคาหุ้นในปัจจุบันแล้ว อาจหมายถึง หุ้นที่มีราคาตกลงอย่างรวดเร็จจากการเทขายของนักลงทุนเนื่องจากเป็นหุ้นที่กำลังตกต่ำและไม่น่าสนใจ หรือพูดง่ายๆ นักลงทุนส่วนใหญ่มองไม่เห็นอนาคตในหุ้นดังกล่าวแล้ว ก็สามารถเป็นไปได้นั่นเอง

2.ใช้ค่า P/E เปรียบเทียบหุ้นกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ว่าบริษัทไหนภายในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุนมากกว่า โดยการเปรียบเทียบค่า PE ไม่ควรทำข้ามอุตสาหกรรมเพราะมักมีอัตราส่วน PE แตกต่างกันตามลักษณะและธรรมชาติของกิจการ

คลิกอ่านเพิ่มเติม : แนะนำ 7 หุ้นราคาถูกพื้นฐานดี ที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด มีอะไรบ้างในปีนี้

ความคาดหวังในการลงทุน กับ ค่า  PE Ratio

ความคาดหวังของนักลงทุนมีผลต่ออัตราส่วน P/E โดยแบ่งอัตราส่วน P/E เกี่ยวข้องกับสองส่วนหลักได้แก่ Price ซึ่งก็คือราคาตลาดของหุ้นตัวนั้นๆ และ E หรือ ESP (Earning per share) ซึ่งความคาดหวังหรือการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนส่งผลต่อค่า P/E ดังนี้

1.การเพิ่มขึ้น Price

นักลงทุนเกิดความคาดหวังว่าหุ้น x น่าลงทุน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากข่าว หรือข้อมูลข่าวสารที่ได้รับรู้มาก่อนหน้าตัวเลขของงบการเงินจะออก ทำให้แห่กันเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อลงทุนหวังผลตอบแทนที่ดี ทำให้ดันราคาหุ้นจนสูงขึ้น ส่งผลให้ค่า P/E หุ้น x สูงขึ้นเรียกว่า (Re-rating)

และเมื่อไหร่ก็ตามที่ความคาดหวังของนักลงทุนลดลง อย่างเช่น ตัวเลขงบออกมาแล้วนักลงทุนเห็นว่าความจริงไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิด หรือข่าวดีไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเกิดการ De-rating จากการเทขาย Price ที่ลดลงมา ค่า P/E ก็จะปรับตัวลดลงมาด้วยนั่นเอง

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น มีอะไรบ้าง ก่อนลงทุนรีบเช็คด่วน ! ว่ารับได้หรือไม่

2.บริษัทเติบโต แต่นักลงทุนไม่ซื้อ

เกิดขึ้นกับหุ้นที่ผลประกอบการของบริษัทออกมาดี กำไรเยอะ ทำให้สัดส่วน E สูง นักลงทุนตอบสนองหรือเข้าซื้อช้าทำให้ในช่วงเวลานี้ค่า PE ต่ำลง เมื่อตลาดเริ่มตามทัน Price ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตาม PE ก็จะมากขึ้นด้วย

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้ PE Ratio

อย่างที่กล่าวไป อัตราส่วน P/E เป็นเพียงวิธีที่ใช้วิเคราะห์หุ้นเพียงส่วนหนึ่ง ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อลงทุน นักลงทุนต้องเปรียบเทียบปัจจัยอื่นๆ รอบด้านด้วย ได้แก่ ความเสี่ยงของธุรกิจไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ การบริหารงานของบริษัท ความเสี่ยงด้านการเงิน และ อื่นๆ ที่อาจเป็นปัจจัยส่งผลให้ค่า P/E ถูกบิดเบือนได้

SHARE
56
SHARES