กฎของอุปสงค์ คืออะไร ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง อธิบายสรุปแบบเข้าใจง่าย !

กฎของอุปสงค์ คืออะไร มีข้อยกเว้นอะไรบ้าง

by Donlaya C.
February 19th, 2020 • 3 minutes to read

กฎของอุปสงค์

สำหรับบทความที่แล้ว เราได้เข้าใจเกี่ยวกับ อุปสงค์ กันไปบ้างแล้ว ในบทความนี้จะอธิบายถึง กฎของอุปสงค์ ว่าคืออะไร ? และอะไรที่มีผลต่อความต้องการซื้อขายสินค้าและบริการกันบ้าง 

กฎของอุปสงค์ มีอะไรบ้าง

กฎของอุปสงค์ คือ “กฎ” ที่อธิบายถึง ความสัมพันธ์ ระหว่างความต้องการซื้อ (Demand) กับระดับราคาสินค้า ซึ่งกฎของอุปสงค์ คือ “อุปสงค์ (Demand) กับระดับของราคาสินค้าจะเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกัน ” เรียกว่า Inverse Relationship หมายความว่า 

เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น (Price เพิ่มขึ้น) ความต้องการหรืออุปสงค์ในการบริโภคสินค้าจะลดลง (Demand ลดลง) ในขณะที่ เมื่อสินค้าราคาลดลง (Price ลดลง) ความต้องการหรืออุปสงค์ในการบริโภคสินค้าจะเพิ่มขึ้น (Demand เพิ่มขึ้น) ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลมาจาก

1. ผลทางด้านรายได้ (Income Effect) 

การที่ระดับราคาของสินค้าหรือบริการมีการเปลี่ยนแปลง มีผลกับระดับรายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภค เมื่อราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าตนเองมีรายได้ลดลง เพราะมีอำนาจในการใช้จ่ายน้อยลง ทั้ง ๆ ที่รายได้ที่เป็นตัวเงินไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ในทางกลับกัน หากราคาสินค้าปรับตัวลดลง ผู้บริโภคก็จะมีอำนาจในการใช้จ่ายมากขึ้น           

2. ผลทางด้านการทดแทน (Substitution Effect) 

เนื่องจากแนวโน้มในการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่มีราคาลดลงจะมีมากขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าหรือบริการที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการซื้อหรืออุปสงค์ในสินค้าหรือบริการที่ราคาถูกกว่าเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามถ้าราคาสูงขึ้นอุปสงค์จะลดลง

ข้อยกเว้นกฎของอุปสงค์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎของอุปสงค์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ใช่ว่าสินค้าทุกประเภทจะเป็นไปตามกฎของอุปสงค์ หรือ Law of Demand ซึ่งสินค้าเหล่านี้หมายความถึง 

1. Giffen Goods คือ สินค้าที่ราคาไม่มีผลกับความต้องการซื้อ กล่าวคือ เป็นสินค้าที่ระดับความต้องการซื้อหรืออุปสงค์จะไม่ลดลง เมื่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อสินค้ามีราคาที่ต่ำลงมา ความต้องการซื้อสินค้าก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน อุปสงค์และราคาสินค้ามีความสัมพันธ์ผันแปรไปในทิศทางเดียวกัน

สินค้ากิฟเฟน มักมีลักษณะดังนี้ คือ เป็น สินค้าด้อย (Inferior goods) เป็นสินค้าที่จำเป็นและคิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ต่อการบริโภค และเป็นสินค้าที่ไม่มีสินค้าทดแทน ยกตัวอย่างเช่น ข้าว โดยทฤษฎีกิฟเฟนกล่าวว่า สมมุติต่อ 1 ครัวเรือนต้องบริโภคข้าวปริมาณ 4 กิโลกรัม หากข้าวมีราคาสูงขึ้น แปลว่า เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อข้าวได้ไม่พอกับปริมาณที่ต่อหนึ่งครัวเรือนใช้บริโภค ทำให้ผู้ซื้อต้องซื้อข้าวในปริมาณที่มากขึ้นนั่นเอง 

2. Veblen Goods คือ ตัวอย่างสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกฎของอุปสงค์เช่นกัน แต่ Veblen Goods แตกต่างจาก Giffen Goods ตรงที่เป็นสินค้าสินเปลือง หรือ Luxuary products เป็นสินค้าที่ซื้อไปเพื่อเป็นหน้าเป็นตาทางสังคม ยกตัวอย่างเช่น รถหรู นาฬิกา เพชร พลอย กระเป๋าแบรนด์เนม เป็นต้น     

กฎของอุปสงค์ เป็นแนวคิด และทฤษฎีที่ทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของความต้องการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นหรือลดลง เมื่อปัจจัยทางด้านราคาเกิดการเปลี่ยนแปลง ในบทความถัดไป เราจะมารู้จักกับ อุปสงค์ส่วนเกิน ที่มีความสัมพันธ์กันกับอุปทาน หรือ Supply เพื่อที่จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจเกี่ยวกับอุปสงค์ให้มากขึ้น สามารถติดตามได้ในบทความถัดไป 

SHARE
50
SHARES