7 เทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้น ให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ที่นักลงทุนมือใหม่-มือเก๋าทำตามได้จริง ปี 2021

by Donlaya C.
May 21st, 2021 • 4 minutes to read

เทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้น 

นักลงทุนไม่น้อยที่อยากเริ่มเล่นหุ้นระยะสั้น เพราะมีโอกาสและสามารถทำกำไรได้มากในช่วงระยะเวลาไม่นาน ซึ่งการลงทุนระยะสั้นนี้มีเทคนิคอยู่หลายข้อ จะมีเทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้นอะไรน่าสนใจบ้างลองไปติดตามในบทความนี้เลยค่ะ

จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้นหรือไม่

การซื้อขายหุ้นแบบระยะสั้นถึงสั้นมาก (Trading) เป็นการลงทุนโดยที่ผู้ตอบแทนการลงทุนอาศัยความผันผวนขึ้นลงของราคาหุ้นในช่วงสั้นๆ ในการแสวงหากำไร เพียงแค่ราคาหุ้นขยับ นักลงทุนก็สามารถทำกำไรได้มากกว่าในช่วงเวลาสั้นๆ 

อย่างไรก็ตามการลงทุนที่คาดหวังผลกำไรได้มาก ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากกว่าเช่นกัน ทำให้นักลงทุนสไตล์ถือสั้นซื้อมาขายไปแบบนี้มักต้องมีประสบการณ์ และรู้เทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นนั่นเอง

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ข้อดี-ข้อเสียของการถือหุ้นระยะสั้น มีอะไรบ้าง มือใหม่ที่อยากลงทุนต้องอ่าน !

เทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้น แบบที่ได้ผล

1.เทคนิค Scalping

เป็นเทคนิคการเล่นหุ้นระยะสั้นโดยทำกำไรทันทีเมื่อหุ้นขยับขึ้น เป็นการซื้อขายหุ้นในช่วงสั้นๆ เน้นการซื้อขายบ่อยและทำกำไรเพียงไม่กี่จุด โดยมักจะอยู่ที่ 5-20 จุด หรือที่เรียกกันว่า เข้าให้ไวแล้วรีบออก เช่น ซื้อหุ้น ABC ที่ราคา 10 บาท และอาจจะตั้งขายที่ราคา 10.10 บาท (ยังไม่รวมค่าคอม) เมื่อหุ้นขึ้นไปถึงราคา 10.10 บาท ก็ขายทำกำไร เ

2.เทคนิค Fading

เป็นเทคนิคซื้อขายตรงข้ามกับแนวโน้ม คือ ผู้ลงทุนที่ใช้เทคนิคนี้จะขายหุ้น เมื่อราคาของหุ้นนั้นกำลังจะสูงขึ้น และซื้อหุ้นเมื่อราคาของหุ้นกำลังจะลง เนื่องจากใช้สมมติฐานที่ว่า ที่ผ่านมาหุ้นตัวนี้ถูกซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือนักลงทุนมีต้นทุนไม่มาก จึงพร้อมที่จะขายทำกำไรตั้งแต่เนิ่นๆ และเมื่อแรงซื้อตามกำลังจะหมดไป  

3.เทคนิค Momentum

เป็นเทคนิคที่ตรงข้ามกับเทคนิคแบบ Fading โดยเทคนิคลงทุนระยะสั้นแบบ Momentum จะเป็นการซื้อ-ขายตามแนวโน้มเหมือนกับการเล่นตามกระแสน้ำ ไม่สวนทาง เป็นการเก็งกำไรตามกระแสและทิศทางของหุ้น เพื่อทำกำไรจากหุ้นที่กำลังจะกลายมาเป็นจุดสนใจจากประเด็นต่างๆ

4.กำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss)

ลงทุนระยะสั้นต้องรู้จักการกำหนดจุดคัทลอสหรือจุดตัดขาดทุน Cut loss หรือ stop loss โดยสามารถทำได้ 2 วิธีคือ 

  • เลือกจุดหยุดขาดทุนที่ยอมรับได้มากที่สุด คือ ประเมินตัวเองดูว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากที่สุดขนาดไหนหรือขาดทุนได้สูงสุดไม่เกินกี่บาทหรือกี่ % ของเงินต้น
  • เลือกจุดหยุดขาดทุนทางเทคนิคจากตัวหุ้นนั้นๆ โดยวิธีนี้ต้องดูกราฟและข้อมูลหุ้นตัวนั้นๆ ประกอบ

อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีและแนะนำคือทำทั้ง 2 วิธีเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุนให้น้อยที่สุด

5.ดูโวลุ่มซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ

ดู Volume หรือ ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มนี้มีผลต่อกระแสเงินไหลเข้า-ออก (Fund flow) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ไม่น้อย พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีปริมาณการซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติเยอะ ตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มจะขึ้นต่อได้ ในทางกลับกันถ้ามีโวลุ่มขายหุ้นไทยจากต่างชาติ แนวโน้มหุ้นไทยก็อาจจะลง 

6.ดู bid-offer

เป็นการดูแนวโน้มกำลังซื้อขายของผู้ลงทุนในตลาดต่อหุ้นตัวนั้นๆ ดูการการตั้ง bid-offer โดยที่ bid คือ ราคาที่มีคนเสนอเพื่อที่จะซื้อหุ้น และ Offer เป็นราคาที่มีคนเสนอเพื่อที่จะขายหุ้น ซึ่งปริมาณ bid-offer สามารถสร้างเป็นความสัมพันธ์และคาดการณ์แนวโน้มหรือทิศทางขึ้น-ลงของหุ้นได้ 

7.ดู Volume หรือ ปริมาณการซื้อขาย

โวลุ่มการซื้อขายสามารถใช้ดูระดับความสนใจ หรือความกระตือรือร้นของนักลงทุนได้ ตามหลักการเทคนิคคอลการอ่าน Volume สามารถใช้ยืนยันการเกิดหรือการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มและทิศทางของหุ้นได้

ในการเลือกเทคนิคเล่นหุ้นระยะสั้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าเมื่อศึกษาแล้วเหมาะกับการเลือกใช้เทคนิคไหน ซึ่งสิ่งที่สำคัญของการลงทุนหุ้นระยะสั้น คือ ต้องไม่ลืมตั้งจุดตัดขาดทุนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บหนักกันด้วย ! 

SHARE
53
SHARES