How To ! เป็นนักเล่นหุ้นมือทอง ด้วยการคำนวณ “ หุ้นขาขึ้น ”

by Donlaya C.
August 21st, 2021 • 5 minutes to read

เมื่อพูดถึงหุ้นขาขึ้นนักลงทุนหลาย ๆ คนต้องยิ้มดีใจ เพราะโอกาสของการทำกำไรได้มาถึงแล้ว แต่คุณจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าตอนนี้กำลังเป็นช่วงขาขึ้นของหุ้น แล้วช่วงตลาดดี ๆ หุ้นขาขึ้นทุกตัวมั้ย ? ต้องเลือกลงทุนยังไง เรามาหาคำตอบกันในบทความนี้พร้อม ๆ กันเลย

หุ้นขาขึ้น คืออะไร

หุ้นขาขึ้น คือ เมื่อราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หรือเมื่อค่าเฉลี่ยราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดอย่างเช่น SET Index มีราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้นนั่นเอง

โดยการที่หุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีมากขึ้น ทำให้อยากและสนใจที่จะลงทุนกัน ซึ่งเมื่อมีความต้องการสูงในการซื้อหุ้นเพื่อลงทุน ก็ดันให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นตามอุปทานนั่นเอง

การดูหุ้นขาขึ้น ดีอย่างไร

  • ตลาดหุ้นขาขึ้นถือเป็นช่วงที่สภาวะตลาดโดยรวมดี นักลงทุนมีทัศนคติที่ดีต่อตลาดหรือการลงทุน
  • หุ้นมีสภาพคล่องมากกว่า (Liquidity) สืบเนื่องมาจากความมั่นใจที่มากขึ้นของนักลงทุนในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น 
  • นักลงทุนมีโอกาสทำกำไรได้ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนที่ถือหุ้นบางตัวไว้นานแล้วก็ตาม เมื่อตลาดเข้าสู่ขาขึ้นหุ้นที่ถือไว้มานานก็มีโอกาสทำกำไร ส่วนนักลงทุนแนวเก็งกำไรก็มีโอกาสทำกำไรได้ในตลาดขาขึ้นมากกว่าขาลง

คลิกอ่านเพิ่มเติม : แนะนำ 10 หุ้น ที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง หนี้สินต่ำ น่าลงทุน จะมีตัวไหนบ้างมาดูกัน

วีธีหาหุ้นที่เพิ่งเป็นขาหุ้น ดูจากอะไรบ้าง

นักลงทุนเก่ง ๆ ดูแนวโน้มหุ้นยังไง ? ตลาดกำลังเป็นช่วงหุ้นขาขึ้น หรือขาลงยังไงลองใช้เทคนิคของนักเล่นหุ้นมือทองกันเลย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นโรงพยาบาล หุ้นกลุ่มพลังงาน หรือหุ้นกลุ่มไหน ๆ ก็นำไปปรับใช้ได้จริง

1. เส้นค่าเฉลี่ยเพิ่งตัด

ตัวช่วยขาหุ้นของนักลงทุนแนวเทคนิคอล โดยใช้การลากเส้น EMA หรือ Exponential Moving Average  เป็นการคำนวณประเภทหนึ่งของเส้นค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ (Moving Average: MA)

ซึ่งการหาค่าแบบ Exponential จะมองความสัมพันธ์ของราคาหุ้นย้อนหลังแบบถ่วงน้ำหนักในรูปแบบของเลขชี้กำลัง ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้เร็วกว่าการคำนวณแบบธรรมดา 

วิธีการใช้เส้น EMA คาดการณ์แนวโน้มขาขึ้นของหุ้นด้วยจุด Golden Cross หรือจุดซื้อที่เกิดสัญญาณกระทิง (Bullish) จากเส้น EMA ระยะสั้นตัดขึ้นเหนือเส้น EMA ระยะยาว ซึ่งจะส่งสัญญาณราคาหุ้นกำลังจะเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้น

คลิกอ่านเพิ่มเติม : หุ้นระยาว และ หุ้นระยะสั้น เหมาะสมกับใคร แบบไหนดีกว่ากัน

2. วิเคราะห์แนวโน้มด้วยกราฟแท่งเทียน

วิเคราะห์รูปแบบกราฟแท่งเทียน Bullish Candle คือ แท่งเทียนภาวะกระทิง หรือแนวโน้มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กราฟแท่งเทียนที่มีรูปแบบ Morning Star, Piercing Line หรือ Inverted Hammer เป็นต้น

กราฟแท่งเทียนจะช่วยให้นักลงทุนวิเคราะห์จุดกลับตัวของเทรนด์หรือขาหุ้นได้ โดยต้องอาศัยการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบแท่งเทียนต่าง ๆ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ต้องใช้ประสบการณ์ในการวิเคราะห์ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการดูเทรนด์แนวเทคนิคอลที่ได้รับความนิยมสูง  

3. Volume เข้า

วิเคราะห์เทรนด์หรือแนวโน้มขาขึ้น-ขาลงของหุ้น ด้วยการดูวอลุ่ม (Volume) เพราะปริมาณการซื้อ-ขายหุ้นจะต้องสอดคล้องกับเทรนด์ขาขึ้นของหุ้น นั่นจึงจะสามารถสะท้อนขาขึ้นของหุ้นได้อย่างแท้จริง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เวลาที่เราเห็นแนวโน้มราคาหุ้นขาขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ให้ไปดูที่ Volume การซื้อของหุ้นก็ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้จึงจะเป็นขาขึ้นของหุ้นที่แข็งแรง 

แต่ถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการซื้อ-ขายไม่เพิ่มหรือกลับลดลงเรื่อยๆ แบบนี้นักลงทุนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะแสดงว่าหุ้นขึ้นไม่จริง แรงซื้ออาจจะกำลังค่อย ๆ หมดไป 

4. หุ้นที่ Break High

เรียกว่าเป็นเทคนิคการดูเทรนด์ขาขึ้นที่นิยมใช้กันอย่างมาก และมีความแม่นยำ โดยสังเกตเทรนด์ขาขึ้นจากการทำจุดสูงสุดเดิม ขึ้นไปอีกเรียกว่า Higher High หรือการที่หุ้นทำราคาสูงสุด สูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือทำจุดต่ำสุดสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนแนวโน้มขาขึ้นของหุ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ  

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น มีอะไรบ้าง ก่อนลงทุนรีบเช็คด่วน ! ว่ารับได้หรือไม่

สิ่งที่ควรรู้ก่อนที่จะคัดหุ้นขึ้นพอร์ต มีอะไรบ้าง

ตลาดหุ้นขาขึ้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะมีราคาที่สูงขึ้นตาม 

แม้การลงทุนในหุ้นช่วงขาขึ้น นักลงทุนยังต้องศึกษาและมีความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจนั้น ๆ ที่จะนำเงินไปลงทุน เพราะอย่างที่บอกไปตลาดขาขึ้นไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวจะมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน

ดูว่าจังหวะการเข้าซื้อเป็นช่วงที่หุ้นขาขึ้นต้นเทรนด์หรือปลายเทรนด์ เพราะถ้าเป็นปลายเทรนด์แล้วอาจได้หุ้นราคาแพงกว่าที่ควร

มาถึงตรงนี้หวังว่าทุกคนจะได้ เคล็ดลับการดูแนวโน้มหุ้นขาขึ้น กันไปแล้ว ลองเอาไปปรับใช้จริงในการลงทุนจริงกันดู ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งเรียนรู้ก็จะยิ่งช่วยสั่งสมประสบการณ์การลงทุนของคุณได้มากขึ้น ๆ นั่นเอง

SHARE
56
SHARES