หุ้น Volume เข้า หรือ ปริมาณซื้อขายมีมากขึ้น จะสามารถบอกอะไรได้บ้าง

by Donlaya C.
September 9th, 2021 • 6 minutes to read

หุ้น Volume เข้า

หนึ่งในวิธีการวิเคราะห์หุ้นเพื่อเก็งกำไรของนักลงทุนแนวเทคนิคอล คือการดูวอลุ่มการซื้อขายหุ้นตัวนั้นๆ หรือ Volume Analysis เป็นการนำข้อมูลการซื้อขายหุ้นมาแสดงผลเป็นกราฟแท่งเทียน เพื่อช่วยในการวิเคราะห์หุ้น วันนี้เราจะมาดูกันว่า Volume มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อราคาหุ้นอย่างไร? Volume สะท้อนพฤติกรรมอะไรของนักลงทุนบ้าง ? ติดตามในบทความนี้ 

หุ้น Volume เข้า คืออะไร

หุ้น Volume เข้า คือ หุ้นในตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายหรือวอลุ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหุ้นที่นักลงทุนสนใจเข้ามาเล่นกันทำให้มีปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น วันก่อนหุ้น ABC มีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 100,000 แล้ววันนี้มี Volume ซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 เป็นต้น ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นแบบนี้นี่เองที่นักลงทุนเรียกกันว่า หุ้นวอลุ่มเข้า   

คลิกอ่านเพิ่มเติม : เทคนิคและกลยุทธ์ในการเล่นหุ้น แบบเก็งกำไร ในระยะสั้น สำหรับมือใหม่หัดเทรด

หุ้นวอลุ่มเข้าบอกอะไรกับนักลงทุนได้บ้าง? 

  • การที่วอลุ่มเข้าหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นมีความน่าสนใจโดยจะเห็นได้จากความกระตือรือร้นของนักลงทุน ผลลัพธ์ก็คือ Volume การซื้อขายหุ้นตัวนั้นที่เพิ่มขึ้นมาจากในอดีตนั่นเอง 
  • Volume สามารถใช้บ่งชี้การเกิดหรือการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มหรือ Trend หุ้นตัวนั้นๆ ได้ตามหลักการเทคนิคคอล
  • ตามสถิติที่เกิดขึ้นช่วงเวลาที่มี Volume Peak หรือหุ้นวอลุ่มเข้ามากผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการเกิดแนวโน้มใหม่ หรือจบแนวโน้มเดิม

Volume กับ ราคา สัมพันธ์กันอย่างไร

Volume หรือ ปริมาณซื้อ-ขายหุ้น นั้นมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมราคาหุ้น เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ-ขายของนักลงทุนในตลาดในแต่ละวัน ยกตัวอย่างทฤษฎีที่เน้นย้ำความสัมพันธ์กันระหว่าง volume กับราคาของหุ้น ได้แก่ ทฤษฎีดาว (Dow Theory) โดย Charles H. Dow ที่บอกว่า “ Trend are Confirmed by Volume ” หรือ ปริมาณการซื้อขายนั้นเป็นตัวคอนเฟิร์มแนวโน้มหุ้น นั่นเอง   

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ความเสี่ยงในการเล่นหุ้น มีอะไรบ้าง ก่อนลงทุนรีบเช็คด่วน ! ว่ารับได้หรือไม่

ความสัมพันธ์ของ Volume กับ ราคา มีลักษณะเป็นอย่างไร

กรณีที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น  

  • ราคาปรับตัวขึ้น + Volume ขึ้น แสดงถึง ราคาขึ้นอย่างมีพลัง และมีโอกาสขึ้นต่อ
  • ราคาปรับตัวขึ้น + Volume ลด แสดงถึง ราคาขึ้นอย่างอ่อนพลัง
  • ราคาปรับตัวขึ้นมานาน + Volume ขึ้นอย่างมาก แสดงถึง ราคาอาจใกล้สิ้นสุดการขึ้น มีแนวโน้มการกลับตัวลงสูง
  • ราคาปรับตัวขึ้นถึงยอดเดิม + Volume ปัจจุบันน้อยกว่า Volume ยอดเก่าในอดีต แสดงถึง ราคาหุ้นอาจขึ้นต่อได้ยาก

กรณีที่ราคาปรับตัวลง

  • ราคาปรับตัวลง + Volume ขึ้น แสดงถึง ราคาลงอย่างมีพลัง และ ราคายังมีโอกาสลงต่อ
  • ราคาปรับตัวลง + Volume ลด แสดงถึง ราคาลงตามปกติ
  • ราคาปรับตัวลงมานาน + Volume ขึ้นอย่างมาก แสดงถึง ราคาอาจใกล้สิ้นสุดการลง เป็นไปได้ว่า คนขายเกือบหมด โอกาสราคาเริ่มปรับตัวขึ้นเพิ่มมากขึ้น
  • ราคาปรับตัวลงถึงฐานเดิม + Volume ปัจจุบันน้อยกว่า Volume ฐานเก่าในอดีต แสดงถึง คัดค้านการลงต่อของราคา

จะรู้ได้ไงว่า Volume เข้าตอนไหน

สำหรับการดูวอลุ่มการซื้อขายของหุ้นในแต่ละวัน นักลงทุนก็สามารถดูได้ในแอพพลิเคชั่นเทรดหุ้น หรือในเว็บตลาดหลักทรัพย์ set.co.th ก็จะมีการแสดง ปริมาณซื้อ-ขายของหุ้นแต่ละตัวไว้อยู่ เป็นข้อมูลที่ต้องรายงานต่อสาธารณะให้รับรู้ในทุกๆ วัน 

อย่างไรก็ตามในการเปรียบเทียบหรือนำข้อมูลปริมาณซื้อขายหุ้นมาวิเคราะห์ นักลงทุนจะวิเคราะห์วอลุ่มกับราคาจากกราฟ ซึ่งจะทำให้เห็นความสัมพันธ์และสามารถแปลความหมายที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของราคาหุ้นได้ชัดเจนมากขึ้นนั่นเอง 

คลิกอ่านเพิ่มเติม : สอนมือใหม่ อยากเล่นหุ้น ศึกษาเทรดหุ้น และสิ่งที่ควรรู้ก่อนลงทุน ทำให้ความเสี่ยงน้อยลงได้

ข้อควรระวัง เมื่อหุ้น Volume เข้า มีอะไรบ้าง

  • หุ้นวอลุ่มเข้าก็คือหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ( บางคนเรียกว่า หุ้นขาขึ้น ) หุ้นลักษณะนี้มักมีความผันผวนทางด้านราคาสูง ซึ่งก็หมายถึงเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
  • การเคลื่อนไหวของราคาที่อาจจะมีความไม่เป็นปรกติ นักลงทุนที่ยังไม่มีประสบการณ์ต้องระมัดระวัง 
  • หุ้นวอลุ่มเข้าอาจเกิดจากการปั่นราคาหุ้น วอลุ่มการซื้อขายอาจมาจากคนเพียงบางกลุ่มที่ต้องการทำราคาหุ้นให้สูงขึ้น โดยที่จริงๆ แล้วราคาหุ้นไม่ควรจะสูงเท่าที่ราคาพุ่งขึ้นไป

การวิเคราะห์ Volume หรือ การดูหุ้นวอลุ่มเข้า เป็นวิธีการลงทุนที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ บวกกับประสบการณ์ของนักลงทุน หุ้นที่มีวอลุ่มเข้ามากผิดปรกติอาจมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรบริหารเงินลงทุนให้ดีหากสนใจเล่นหุ่นลักษณะนี้

SHARE
56
SHARES